WELCOME! to my blog.....Aintira_airry ;))

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตัวอย่างการแปลงเลขฐานของระบบตัวเลข

  • การแปลงฐานสองเป็นเลขฐานสิบ
          หลักการ : คือการเอาค่า Weight ของทุกบิตที่มีค่าเป็น 1 มาบวกกัน ดังตัวอย่าง

   จงแปลง (11011101)2 ให้เป็นเลขฐานสิบ
  (11011101)2    = (1X27) + (1X26) + (0X25) + (1X24) + (1X23)+ (1X22) +
    (0X21) + (1X20)
=  128 + 64 + 0 + 16 + 8 + 4 + 0 + 1
=    (221)10

  • การแปลงฐานสิบเป็นเลขฐานสอง
         1.  ให้นำเลขฐานสิบเป็นตัวตั้งและนำ 2 มาหาร ได้เศษเท่าไรจะเป็นค่าบิตที่มีนัยสำคัญ   
               น้อยที่สุด (LSB)
         2.  นำผลลัพธ์ที่ได้จากข้อที่ 1 มาตั้งหารด้วย 2 อีกเศษที่จัดจะเป็นบิตถัดไปของเลขฐาน
               สอง
         3. ทำเหมือนข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนได้ผลลัพธ์เป็นศูนย์ เศษที่ได้จะเป็นบิตเลขฐานสองที่มีนัย
              สำคัญมากที่สุด (MSB)

ตัวอย่าง : จงเปลี่ยน (221)10 เป็นเลขฐานสอง
2  221                   เศษ      1          (LSB)
                        2  110                    เศษ      0
                                       2   55                    เศษ      1
         2   27                    เศษ      1
         2   13                    เศษ      1
         2   6                     เศษ      0
         2   3                     เศษ      1
         2    1                    เศษ      1          (MSB)
                  0                               
\ (221)10         = (11011101)2

วิธีคิดโดยใช้น้ำหนัก (Weight) ของแต่ละบิต

                        ตัวอย่าง   จงเปลี่ยน (221)10         = (……)2

1.      นำค่าน้ำหนัก (Weight) มาตั้ง โดย Weight ที่มีค่ามากที่สุดต้องไม่เกินจำนวนที่จะเปลี่ยนดังนี้
128               128    64  32  16  8  4  2  1

2.      2.         เลือกค่า Weight ที่มีค่ามากที่สุด และค่า Weight ตัวอื่น ๆ เมื่อนำมารวมกันแล้วให้ได้เท่ากับจำนวนที่ต้องการ

         ค่า Weight 128  64  32  16  8  4  2  1
เลือก          128 + 64 + 0 + 16 + 8 + 4 + 0 + 1 = 221
ฐานสอง        1        1    0     1      1    1    0     1
\ (221)10         = (11011101)2


  • การแปลงเลขฐานสิบเป็นฐานสิบหก
   
          การแปลงเลขฐาน 10 ให้เป็นเลขฐาน 16 ทำได้โดยเอาเลขฐานสิบตั้ง แล้วหารด้วยเลข 16 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผลลัพธ์เป็น "0"
      
ในการหารนั้นจะต้องเขียนเศษไว้ทุกครั้ง จากนั้นให้เขียนเศษที่ได้จากการหารโดยเรียงลำดับจากด้านล่างขึ้นด้านบน


เลข  10  ในฐาน  16  แทนด้วยตัวอักษร  A
 มีค่าเท่ากับ  

ระบบเลขฐาน

เลขฐาน
      หมายถึง  กลุ่มข้อมูลที่มีจำนวนหลัก(digit) ตามชื่อของฐาน เช่น เลขฐานสอง ฐานแปด ฐานสิบ

ระบบจำนวนที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย

  • ระบบเลขฐานสอง (Binary Number System) ประกอบด้วยตัวเลข 0 และ 1
  • ระบบเลขฐานแปด (Octal Number System) ประกอบด้วยตัวเลข 0 - 7
  • ระบบเลขฐานสิบ (Decimal Number System) ประกอบด้วยตัวเลข 0 - 9
  • ระบบเลขฐานสิบหก (Hexadecimal Number System) ประกอบด้วยตัวเลข 0 - 9 และ A - F


วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความหมายของคอมพิวเตอร์
        


          คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า "เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ
ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์
"



  
เทคโนโลยีสารสนเทศ


          เทคโนโลยีสารสนเทศ' หรือ ไอที ( Information technology หรือ IT) หมายถึงเทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง การแปลง การจัดเก็บ การประมวลผล และการค้นคืนสารสนเทศ ในการประยุกต์ การบริการ และพื้นฐานทางเทคโนโลยี สามารถแบ่งกลุ่มย่อยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คอมพิวเตอร์, การสื่อสาร และข้อมูลแบบมัลติมีเดีย


ยุคของคอมพิวเตอร์       


         
  • ยุคที่ 1
          อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย   ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)

  • ยุคที่ 2
       คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์  มีแกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก  มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ดีขึ้น  โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน  ภาษาโคบอล เป็นต้น
  •  ยุคที่ 3
     คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC)  วงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมาย  ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกำหนดชุดคำสั่งต่าง ๆ

  • ยุคที่ 4
         คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว   ทำให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง   

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการสร้างภาพเคลื่อนไหวในPhotoshop

1.เมื่อเปิดโปรแกรม Photoshop CS3 แล้วเปิดไฟล์ภาพที่ต้องการขึ้นมาด้วยคำสั่ง File > Open โดยครั้งนี้อาจจะมีเปิดมา 2 ภาพ ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้เป็นการเคลื่อนไหว ดังรูป

2.จากนั้นให้ copy ภาพหนึ่งไปไว้รวมในไฟล์เดียวกันกับอีกภาพหนึ่ง ในที่นี้จะ copy ภาพ baby4 ไปไว้รวมกับ baby5 แล้วก็ลบภาพ baby4 ออกไปได้เลยค่ะ แล้วภาพ baby 5 จะมี 2 layer




3.จากนั้นไปดึง dialog animation ออกมา โดยไปคลิกเลือกที่เมนู Window > Animation


4.เมื่อ dialog Animation ขึ้นมาแล้ว ก็ไปคลิกเพื่อเพิ่มอีกรูปขึ้นมา



5.จากนั้นให้ไปที่ Layer แล้วเอารูปดวงตาออกตรง Layer ที่ 1 หรือจะเอาออกอีก Layer หนึ่งก็ได้ ตามความต้องการ




6.แล้วไปกำหนดเวลาในการเปลี่ยนภาพ


7.แล้วก็ทดสอบดูโดนกดปุ่ม play


8.เมื่อได้ตามต้องการแล้วก็ไป save  โดยให้ไปที่เมนู File > Save for Web & Devices…


9.แล้วจะมี dialog ขึ้นมาแล้วไปคลิกที่ save แล้วให้ save เป็น .gif


10.แล้วจึงได้รูป เคลื่อนไหวตามต้องการ








วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สรุป เรื่อง โครงสร้างของระบบคอมพิวเตอร์

โครงสร้างของระบบคอมพิวเตอร์


  • ส่งข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์
  • หน่วยควบคุมทำการแปลความหมายเพื่อส่งไปยัง ALU
  • ALU ทำการแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์
  • จัดเก็บผลลัพธ์ที่ได้ในหน่วยความจำ
วัฏจักรเครื่อง
  •      วัฏจักรคำสั่ง (Instruction Cycle : I-Cycle)
  •      วัฏจักรการประมวลผล (Execute Cycle : E-Cycle)

    
หน่วยวัดความเร็วของซีพียู
  •      เมกะเฮิรตซ์ (MegaHertz : MHz) เป็นหน่วยความเร็วในไมโครคอมหรือ Clock Speed เป็นหน่วยวัดความเร็วซีพียูในคอมพิวเตอร์ทั่วไป
  •     มิปส์ (Million of Struction Per Second :MIPS)  เป็นหน่วยวัดซีพียูขนาดกลาง เช่น Workstation , Mainframe
  •     ฟลอปส์ (Floating Point Operations Per Second : FLOPS) เป็นหน่วยวัดความเร็วซีพียูในซูเปอร์คอมพิวเตอร์
รูปแบบการประมวลผล
  •   ประมวลผลแบบเดี่ยว (Single Processing) หรือ Sequential Processcing
  •   ประมวลผลแบบขนาน (Parallel Processing)
การทำงานแบบไปป์ไลน์
       ไปป์ไลน์ช่วยให้ CPU เฟ็ตซ์คำสั่งเข้ามาทำงานหลายๆ ตัวในเวลาเดียวกัน

การส่งข้อมูลภายในระบบ
  •    การส่งแบบขนาน
  •    การส่งแบบอนุกรม
โครงสร้างบัส
     ส่วนประกอบ System Bus
  •    Address Bus
  •    Data      Bus
  •    Control  Bus
ประเภทของบัส
  •   บัส  ISA
  •   บัส  PCI
  •   บัส  AGP
  •   บัส  USB
  •   บัส  HPSB
วิธีการเข้าถึงหน่วยความจำ
  •   การเข้าถึงแบบเรียงลำดับ  เช่น เทป
  •   การเข้าถึงโดยตรง  เช่น  ดิสก์
  •   การเข้าถึงแบบสุ่ม  เช่น  หน่วยความจำ Ram
  •   การเข้าถึงแบบแอสโซซิเอทีฟ  เช่น  หน่วยความจำแคช

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Sony's Flexible OLED

                                          http://www.youtube.com/watch?v=NcAm3KihFho

OLEDs เทคโนโลยีเพื่อจอภาพบาง   
   มีคุณสมบัติพิเศษมากกว่าลองจินตนาการถึงทีวีที่มีความกว้างขนาด 80 นิ้ว มีความหนาแค่ 1 ใน 4นิ้ว   ประหยัดไฟกว่าทีวีปกติ แถมยังม้วนเก็บได้
OLED คืออะไร
    OLEDs หรือ Organic light-emitting diodes เป็นจอภาพที่ทำด้วยฟิลม์บางของสารประกอบอินทรีย์
 และเปล่งแสงเมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า OLEDs ให้ความสว่างได้มากกว่า สมจริงกว่า
และประหยัดพลังงานกว่าจอปกติที่ใช้กันทั่วไปหรือแม้กระทั่งจอ LCDs
องค์ประกอบของ OLEDs    
     โครงสร้างของ OLEDs จะมีลักษณะคล้ายกับแซนวิส (Sandwich)ซึ่ง OLEDs
ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็ง ทำจากวัสดุอินทรีย์มีทั้งที่เป็น Polymer
และ small molecule มีความบางกว่าเส้นผมของคน 200 เท่า
องค์ประกอบทั้งหมดของจอมีดังนี้
1. Substrate ชั้นที่เป็นหน้าของจอ ทำจาก กระจก หรือ ฟลอย์ ถ้าทำจากพลาสติกใส
    จะทำให้จอ OLEDs มีความยืดหยุ่นได้สูง
2. Anode (ขั้วบวก) ทำด้วยวัสดุโปร่งใส (Indium Tinn Oxide ; ITO) ซึ่งทำหน้าที่
    ดึงอิเล็กตรอนเมื่อมีการไหลของกระแสอิเล็กตรอน
3. Organic layer หรือชั้นของสารอินทรีย์ ซึ่งทำจากสารประกอบอินทรีย์ หรือโพลิเมอร์
    ของสารอินทรีย์  ในชั้นนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
    - conducting layer ซึ่งทำจากโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่เป็นสี ทำหน้าที่ส่ง hole
      ของอิเล็คตรอน
    - Emissive layer ในชั้นนี้ก็เป็นสารอินทรีย์แต่แตกต่างจากชั้น conducting layer
      ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายอิเล็คตรอนจาก cathode ชั้นนี้เป็นชั้นที่ทำให้เกิดการเปล่งแสง